วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


การศึกษารายกรณี
          
      การศึกษารายกรณี (Case Study) หมายถึง กระบวนการศึกษาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งอย่างละเอียดต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือ เทคนิค หรือวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้รายละเอียดของข้อมูล แล้วนำมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ และวินิจฉัยหาสาเหตุของพฤติกรรม เพื่อดำเนินการช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกัน หรือส่งเสริมพัฒนาการของบุคคล กลุ่มคน ชุมชน และสถาบันนั้นต่อไป

จุดมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี

1.ศึกษานักเรียนที่มีปัญหาพิเศษเพื่อช่วยเหลือแก้ไข
2..ศึกษานักเรียน ที่มีความสามารถพิเศษเพื่อส่งเสริมพัฒนานักเรียนอย่างเต็มศักยภาพ
3. ช่วยให้นักเรียนเข้าใจและยอมรับ ความเป็นจริงของตน
4. ช่วยให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมืออย่างเหมาะสม
5. เพื่อการค้นคว้าวิจัย

การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การศึกษาเป็นรายกรณี

เป็นการศึกษาพฤติกรรมของผู้เรียนเป็นรายบุคคล  โดยมรจุดมุ่งหมาย 3 ประการ
1. การส่งเสริมพฤติกรรมที่มีลักษณ์เชิงบวกในตัวบุคคลให้พัฒนางอกงามยิ่งขึ้น
2. ป้องกันมิให้เกิดพฤติกรรมในเชิงลบเกิดขึ้นในตัวบุคคล
3. การแก้ไขหรือลบพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาในตัวบุคคล
การรวบรวมข้อมูล   มีวิธีการรวบรวมข้อมูลได้จากแหล่งต่างๆ

           
1. เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง

    1          1.  แบบสอบถาม
    1          2.  แบบสัมภาษณ์
    1         3.  แบบสังเกต
    1         4.  แบบทดสอบ
    1         5.  จากการศึกษาผลงานของผู้ถูกศึกษา
2. 
เก็บข้อมูลจากเพื่อนๆ
    2         1.  การสัมภาษณ์เพื่อน
    2         2.  การใช้สังคมมิติ
    2         3.  การใช้แบบสอบถามใครเอ่ย
3. 
เก็บจากผู้ปกครอง
    3         1.  การสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 
    3         2.  การใช้แบบสอบถามสำหรับผู้ปกครอง
    3.3. 
การเยี่ยมบ้านผู้ปกครอง

     ข้อเสนอแนะในการศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี

1. ควรเน้นการสร้างเสริมพัฒนาการของบุคคล ไม่เน้นเฉพาะเด็กที่มีปัญหา
2. ควรเก็บข้อมูลให้ครอบคลุม แสดงพัฒนาการบุคคลอย่างต่อเนื่องทุกด้าน
3. ควรเก็บข้อมูลด้วยวิธีการที่หลากหลาย จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
4. ความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาการแนะแนวจะช่วยให้การศึกษา Case  มีประสิทธิภาพ
5. รายงานที่นำไปใช้เพื่อการวิจัยหรือเผยแพร่ จะต้องนำรายละเอียดที่บ่งบอกว่าผู้ถูกศึกษาเป็นใครออกให้หมด
6. ควรส่งเสริมสนับสนุนให้อาจารย์ประจำชั้นทุกคนศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างน้อยปีละ คน
           การศึกษารายกรณีได้เข้ามามีบทบาทต่อการให้ความช่วยเหลือทางการแนะแนว ในฐานะที่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งมีระบบ ระเบียบ และขั้นตอนที่ทำให้วิธีการดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือได้กว้างขวางไม่เพียงแต่จะจำกัดในศาสตร์แห่งการแนะแนวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบรรดาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือทั้งหมดซึ่งเรียกรวมๆว่าศาสตร์แห่งพฤติกรรม  อันมีหลักเกี่ยวกับความเป็นไปและธรรมชาติของพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งนี้รวมถึงการจัดการเกี่ยวข้องเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ  ของมนุษย์ด้วย หากแต่ว่าธรรมชาติของศาสตร์แห่งพฤติกรรมนี้มีความกว้างขวางในมิติของเนื้อหาที่จะเรียนรู้มาก  จึงมักจะมีการแยกและจำกัดเนื้อหาออกเป็นหมวดหมู่  เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาในรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น  เช่น  การแนะแนว  การสงเคราะห์  จิตวิทยาคลินิก จิตเวชศาสตร์  เป็นต้น
 


บริการให้คำปรึกษา

การบริการให้คำปรึกษา (Counseling Service Room)
      
       บริการให้คำปรึกษา คือ บริการที่สำคัญประการหนึ่งของงานแนะแนว ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่าการแนะแนว และมีกระบวนการเพื่อช่วยเหลือบุคคลปกติที่ประสบปัญหาดดยทั่วไป ซึ่งไม่ใช่ปัญหาทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งหรือปัญหาความผิดปกติทางจิต แต่เป็นการช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจ วางโคึรงการในอนาคตตลอดจนพัฒนาตนเองให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น



การให้คำปรึกษา 

      หมายถึง การสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายของบุคคลสองคนซึ่งมีความสัมพันธ์กันเชิงจิตวิทยาเฉพาะส่วนบุคคล โดยบุคคลหนึ่งเป็นผู้ให้บริการ ซึ่งต้องมีความรู้ความสามารถเฉพาะทางตลอดจนสามารถนำเทคนิคต่างๆในการให้คำปรึกษาไปใช้เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งมีปัญหา ให้เขาสามารถแก้ปัญหาต่างๆในปัจจุบันได้อย่างฉลาดเหมาะสมและมีทักษะในการแก้ปัญหาอื่นๆในอนาคตได้ด้วยตนเอง

สาเหตุที่เกิดปัญหา
(1) ขาดความอบอุ่นในครอบครัว พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก
(2) ใช้ชีวิตยามว่างตามห้างสรรพสินค้า ใช้มือถือ คุยผ่านอินเตอร์เน็ต
(3) ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
(4) เล่นพนันและเริ่มเล่นพนันผ่านโทรศัพท์ระบบ SMS
(5) ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นและขาดความรับผิดชอบปัญหา

จุดมุ่งหมายของการให้คำปรึกษา
·ช่วยให้บุคคลมีความรู้สึกว่าตนเองไม่โดดเดี่ยวเมื่อเกิดปัญหา
·ช่วยให้เด็กที่มีความทุกข์ กลุ้มใจ มีปัญหา ได้เกิดมีความรู้สึกสบายอกสบายใจดีขึ้น
·ช่วยทำให้บุคคลสามารถรู้จักและเข้าใจตนเองได้อย่างถูกต้อง
·ช่วยให้เกิดความเข้าใจในตัวเองชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้น เข้าใจในปัญหาของตนดีขึ้น
·ช่วยให้เด็กมองเห็นลู่ทางการแก้ปัญหาได้กว้างขวาง รอบคอบ ใคร่ครวญดีขึ้น
· ช่วยให้บุคคลรู้จักใช้ความคิด ใช้สติปัญญาที่มีทั้งหมดนำไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา
·ช่วยให้บุคคลเกิดความกระจ่างขึ้นในใจ มองเห็นลู่ทางในการแก้ไขปัญหา
·ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ แก้ปัญหาด้วยตนเองได้ด้วยดี มีความภาคภูมิใจตนเอง
·ช่วยให้บุคคลเห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ที่จะได้รับจากบริการแนะแนว
·ช่วยให้บุคคลสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้
·ช่วยให้บุคคลรู้จักความอดทน เสียสละ ยอมรับต่อสภาวการณ์ที่แท้จริง
·ช่วยให้บุคคลมีการพัฒนาการ และเจริญงอกงามไปถึงขีดสูงสุด
·ช่วยให้เด็กมีความรู้สึกไม่ว้าเหว่  ไม่เปล่าเปลี่ยวใจ มีครูเป็นที่พึ่ง เป็นมิตรมีสนิท เพราะว่าคนเราต้องการมีเพื่อนฝูง ต้องการที่พึ่ง
กระบวนการให้การปรึกษา
ขั้นตอนที่  1การสร้างสัมพันธภาพ
ขั้นตอนที่  2การสำรวจปัญหา
ขั้นตอนที่  3การเข้าใจปัญหา สาเหตุ ความต้องการ
ขั้นตอนที่  4 การวางแผนแก้ปัญหา
ขั้นตอนที่  5การยุติการปรึกษา
คุณลักษณะของผู้ให้การปรึกษา
1.การให้คำปรึกษาแบบไม่นำทาง

2. การให้คำปรึกษาแบบนำทาง
3. การให้คำปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม
4. การให้คำปรึกษาแบบเลือก

 การจัดกิจกรรม

การจัดกิจกรรมแนะแนว 
            เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพ สามารถปรับตน ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน
          สถานศึกษาต้องบริหารจัดการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่และมีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียน  ให้บรรลุตามจุดหมายของหลักสูตร และมาตรฐานการแนะแนวด้านผู้เรียน  โดยจัดเวลาให้เป็นไปตามสัดส่วนของการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น  รวมทั้งจัดบริการและกิจกรรมนอกห้องเรียนให้ครอบคลุมทั้ง 5 งาน  และมีกิจกรรมอย่างน้อย 9 กิจกรรม ตามแนวการจัดกิจกรรมแนะแนว ดังนี้
การจัดกิจกรรมแนะแนว มีภาระงาน 2 ลักษณะคือ
1.การจัดบริการแนะแนว
2.การจัดกิจกรรมในและนอกห้องเรียน


วัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมแนะแนว

   เพื่อให้ผู้เรียนรู้จัก เข้าใจ รักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น
    เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวางแผนการศึกษาอาชีพ รวมทั้งส่วนตัวและสังคม
    เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมและอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข 

มาตรฐานแนะแนวกิจกรรม



      มาตรฐานที่  1   รู้จัก เข้าใจ และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น หมายถึง มีความสามารถในการรู้จัก และ  เข้าใจ ตนเอง  ทั้งในด้านความถนัด ความสนใจ  ความสามารถ จุดเด่น จุดด้อย นิสัย อารมณ์  ความภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น
      มาตรฐานที่  2  มีความสามารถในการแสวงหาและใช้ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง  มีทักษะ และวิธีการในการแสวงหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ  รวบรวม และจัดระเบียบข้อมูล สามารถจัดระบบกลั่นกรอง เลือกใช้ข้อมูลอย่างฉลาด  เหมาะสม และเห็นคุณค่าในการใช้ข้อมูลสารสนเทศ
      มาตรฐานที่ 3  มีความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม หมายถึง สามารถกำหนดเป้าหมาย วางแผน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผล ตลอดจนปรับปรุงแผนการดำเนินงานโดยใช้ข้อมูล คุณธรรม และจริยธรรมเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ
      มาตรฐานที่  4  มีความสามารถในการปรับตัวและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข  หมายถึง การเข้าใจ ยอมรับตนเองและผู้อื่น มีวุฒิภาวะทางอารมณ์  แสดงออกอย่างเหมาะสม  มีมนุษยสัมพันธ์ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข


แนวทางการจัดกิจกรรม
1. ศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ ความสนใจ ธรรมชาติของผู้เรียน
2.  วิเคราะห์สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ วิสัยทัศน์ของสถานศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
3.  กำหนดสัดส่วนของกิจกรรมแนะแนวให้ครอบคลุมด้านการศึกษา ด้านอาชีพด้านส่วนตัวและสังคม โดยยึดสภาพปัญหา ความต้องการ ความสนใจ ตลอดจนธรรมชาติของผู้เรียนและเป้าหมายของสถานศึกษา โดยครู ผู้ปกครอง และผู้เรียนมีส่วนร่วม
4.  กำหนดวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมแนะแนวของสถานศึกษา เป็นระดับการศึกษาและชั้นปี
5.   ออกแบบการจัดกิจกรรมแนะแนว ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ การจัดกิจกรรมเวลาจัดกิจกรรม หลักฐานการทำกิจกรรม และการประเมินผล
6.  จัดทำแผนการจัดกิจกรรมแนะแนวรายชั่วโมง ประกอบด้วย ชื่อกิจกรรม จุดประสงค์เวลา เนื้อหา/สาระ วิธีดำเนินกิจกรรม สื่อ/อุปกรณ์ และการประเมินผล
7.  จัดกิจกรรมแนะแนวตามแผนการจัดกิจกรรมแนะแนวและประเมินผลการจัดกิจกรรม
8.  ประเมินเพื่อตัดสินผล และสรุปรายงาน

โรงเรียนที่จัดบริการแนะแนว จะต้องมีการจัดหรือบริหารงานแนะแนวที่เป็นระบบ คือ
1. การจัดอบรมผู้บริหาร ให้มีความรู้ความเข้าใจในลักษณะ และกระบวนการแนะแนว รู้กลวิธีในการบรหารงาน เพราะงานแนะแนวจะพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ถ้าได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากผู้บริหาร
2. การตั้งคณะกรรมการแนะแนว โดยมีผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้ช่วยผู้บริหารเป็นประธานและครูแนะแนวเป็นเลขานุการ ร่วมกันจัดบริการแนะแนวโดยอาจจะรับผิดชอบงานแนะแนวแต่ละด้าน เช่น การให้บริการรวบรวมข้อมูล บริการสนเทศ การจัดวางตัวบุคคล เป็นต้น
3. การจัดสิ่งอำนวนความสะดวก ผู้บริหารจะต้องจัดสิ่งอำนวนความสะดวกให้กับครูแนะแนวคือ ห้องแนะแนว งบประมาณที่จะไว้จัดหาสิ่งจำเป็นต่างๆ เช่น สื่อ อุปกรณ์ คู่มือต่างๆ ฯลฯ
4. การจัดศูนย์สนเทศ โรงเรียนควรจัดเอกสาร และป้ายประกาศสำหรับติดต่อข้อมูลทุกด้านไว้ในศูนย์สนเทศ เพื่อให้นักเรียนไปอ่านด้วยตนเอง และนำไปใช้ประโยชน์
5. การจัดทำแผนงานแนะแนวตลอดปี โดยจัดประชุมและจัดตั้งกรรมการทำงานทำปฏิทินปฏิบัติงานแนะแนว ติดตามผล